usability

คำแนะนำเรื่อง 80:20 จาก Apple HIG

ใน Human Interface Guidelines ของ Apple มีพูดเรื่อง "Apply the 80 Percent Solution" ไว้สั้นๆ ประมาณ 5 บรรทัด แต่สำหรับผมมันคือหัวใจของการออกแบบทีเดียว

HIG พยายามบอกว่าให้เราออกแบบ Application ที่ตอบสนอง 80% ของผู้ใช้ของเราเป็นหลัก แทนที่จะออกแบบให้ครอบคลุมทั้ง 100% ดูเหมือนง่าย ผมเลยลองวาดรูปมาประกอบ

สมติว่าทุกคนในรูปเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา แน่นอนว่าแต่ละคนมีความต้องการใช้งานไม่เหมือนกัน กลุ่มสีเหลืองเป็นกลุ่มใหญ่สุด คือ 80% ของผู้ใช้ กลุ่มสีแดงเป็นผู้ใช้ส่วนน้อย ซึ่งมักจะเป็น power user หรือผู้ใช้ที่ใช้โปรแกรมของเราอย่างจริงๆ จังๆ โดยมีกลุ่มผู้ใช้สีส้มมาทำให้ความแตกต่างระหว่างสีแดงและสีเหลืองลดลง ทำให้งานออกแบบของเรายากขึ้น

ในการออกแบบเราจะเห็นสีแดงเด่นกว่าสีเหลือมาก จนบางครั้งเรามองว่ากลุ่มสีแดงมีขนาดใหญ่พอๆ กับกลุ่มสีเหลือง ซึ่งไม่เป็นความจริง!! กลุ่มสีแดงเป็นกลุ่มที่เรียกร้อง feature มาที่เรามากที่สุด ดังที่สุด ชัดที่สุด และเมื่อเราพลาด เค้าจะทำให้เราเสียคนและเวลาในการพัฒนา ไปอย่างมากทีเดียว พวกนี้ชอบขอของยากและท้าทายดึงดูดให้พัฒนาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนพวก 80% ชอบขอของง่าย ช่างไม่ท้าทายเอาซะเลย แต่ถ้าต้องการทำให้คนส่วนใหญ่เราต้องชัดเจนครับ อย่าสร้างภาพโดยไม่มีข้อมูลที่แท้จริง

ลองนึกถึงตัวอย่างก่อนๆ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเราทำ iPhoto ให้กลายเป็น aperture กลุ่ม power user ของเราที่เคยเป็น 20% จาก 100 คน จะกลายเป็น 100% ใน 20 คนทันที และยิ่งเราเพิ่ม feature ไปเรื่อยๆ กลุ่มเป้าหมายของเราก็ยิ่งหดลงๆ เป็นวงจรที่ไม่ดีเลย

มาคิดดู ผมว่ามันเป็นปัญหาสำคัญของ opensource ทีเดียวครับ เพราะคนที่รายล้อม นักพัฒนามักเป็น Hard core user ซะมาก คนช่วยแนะนำด้านการตลาดก็มีน้อย ดังนั้นถ้าพวกเราอยากได้ software ดี และอยากหยุดวงจรนี้ ต้องอย่าเงียบครับ แสดงพลังของ 80% ออกมาให้ผู้พัฒนาเห็น อยากยอมแพ้พวก power user

เทคนิคหนึ่งของคนออกแบบคือ ให้เตือนตนเองเสมอว่า "อย่ายอมแลกความสะดวกของผู้ใช้กลุ่มใหญ่ เพื่อผู้ใช้กลุ่มเล็กที่ใกล้ชิดคุณ" ใช้ Design process ให้เป็นประโยชน์เพื่อตามหา 80% solution ให้ได้ เรื่องนี้ยาวไว้เอามาเล่ากันอีกทีนะครับ

ที่มา -- Apple HIG

ปล.1 ขออภัยที่ใช้สีนี้นะครับ ผมไม่มีเจตนาทางการเมืองจริงๆ
ปล.2 สมัยก่อน MS Office เค้าซ่อน feature พวกนี้ไว้ใน menu ครับ พอมี ribbon ถึงค่อยเผยออกมาได้บ้าง

การให้ความสำคัญต่อพื้นที่ใช้งานของ Win, Mac, Linux

ไหนๆ จะเป็นกระทู้เปิดตัว usability66 ขอเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ เรื่อง "พื้นที่ ที่เหลือให้ใช้" แม้ว่าเราจะชอบให้พื้นที่ทำงานของเราใหญ่ที่สุด แต่เราก็ต้องการให้สิ่งที่ใช้บ่อยๆ อยู่ใกล้มือเสมอ เช่น menu, short cut, status, calendar, recycle bin, battery life เราต้องการให้สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่เสมอบนจอภาพ เพียงแค่ชำเรื่องตาไปดูก็มองเห็นได้ทันที หรือสามารถเรียกใช้ได้ตลอดโดยการ click เพียงครั้งเดียว

ปัญหาอยู่ที่ความสมดุลย์ระหว่าง "พื้นที่วางของใช้บ่อย" กับ "พื้นที่ที่เหลือให้ใช้งาน" สองอย่างนี้ในแต่ละ platform จะให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย และความฉลาดในการออกแบบของ platform นั้นๆ

เริ่มจาก windows ก่อน พื้นที่ ที่เหลือให้ใช้งานคิดตามแนวตั้งแบบง่ายได้ 7 ส่วนจาก 10 ส่วน หากคิดว่าหน้าจอเดียวนี้เป็นแนวกว้างซะส่วนใหญ่ พื้นที่ที่เสียไปในแนวตั้งจะมีผลอย่างมากทีเดียว

ในรูปพื้นที่สีขาวคือ menu ส่วนสีฟ้าคือ title bar แม้ว่า windows vista จะพยายามกำจัด menu ทิ้งแต่ application ส่วนใหญ่ก็ยังใช้ menu อยู่ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ task bar ด้านล่างต้องรับภาระหนัก ตั้งแต่ start menu + Quick link + Status + clock ทำให้ส่วนที่แสดง task ตามชื่อ task bar มีขนาดเล็กลงมาก ยิ่งถ้าเปิด application มากกว่า 10 อัน เราแทบจะเห็นแต่ icon เลยทีเดียว

ต่างจากของ gnome linux ที่ให้ความสำคัญกับ task bar มากกว่าคนอื่น ถึงกับยอมสร้างแถบสำหรับ short cut และ status ไว้ด้านบนอีกหนึ่งแถบ เพื่อให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นสำหรับ taskbar

เมื่อเอาพื้นที่ไปคูณกับแนวกว้างจะทำให้พื้นที่น้อยกว่า platform อื่นๆมากทีเดียว นี่แสดงให้เห็นว่าชาว Gnome ให้ความสำคัญกับ Shortcut, Status และ task bar ที่พยายามจะไม่ย่อ ไม่ซ่อนเอาไว้ อาจจะเน้นกลุ่ม admin ที่ให้ความสำคัญกับสถานนะของเครื่องมากกว่าคนอื่น หรือมีงานเปิดพร้อมกันมากๆ แต่ไม่มากที่สุดเพราะถ้ามากที่สุดมันจะอัดรวมกันจนเห็นแต่ icon เช่นเปิด terminal มา 20 หน้าต่างก็จะเห็นแต่ icon ของ terminal เต็ม task bar ต้องไล่กดทีละอันอยู่ดี

ในกรณีของ Mac จะคิดต่างจากเพื่อนทั้งสอง โดยรวบเอา menu ไปไว้ด้านบน คงเกิดจากความคิดว่าน้อยครั้ง หรือแทบไม่เคยที่เราอย่างจะเปิด menu พร้อมกันสอง application จึงรวบไปไว้ด้านบนทีเดียว ซึ่งทำเป็นที่อยู่ของ status ต่างๆ ไปในตัว

** กรณีนี้เป็นไปได้ยากบน linux เพราะบน linux จะมีระบบใน application active เมื่อ mouse over เมื่อเราต้องการกด menu เราต้องระวังไม่ให้ mouse ไปผ่านหน้าต่างอื่นๆ ไม่งั้น menu จะเปลี่ยนไปทันที

ในส่วนของ status ที่รวบ short cut และ status มาไว้เป็น icon เดียวกัน ในแง่หนึ่งก็เป็นข้อดีเพราะทำให้เราเปิด application ซ้ำซ้อนน้อยลง แต่ก็เป็นข้อเสียเล็กน้อยว่าจะเปิดหน้าต่างไหม่ใน click เดียวไม่ได้ อีกปัญหาหนึ่งคือไม่ว่าเราจะเปิดโปรแกรมนั้นกี่หน้าต่าง มันจะแสดงแค่ icon เดียว เมื่อกดบน icon นั้นทุกหน้าต่างจะขึ้นมาด้านบนทั้งหมด ในแง่หนึ่งก็ดีว่าขึ้นมาให้เลือก แต่ในหลายครั้งมันก็ทับกันอยู่ดี นี่แสดงว่ากลุ่มผู้ใช้ mac ไม่นิยมเปิดหน้าต่างแบบ full screen นิยมเปิดเป็นจอเล็กๆ สังเกตุจาก photoshop บน mac และ windows ทุกวันนี้นอกจาก netbean ก็ไม่มี application ไหนที่ผมเปิดเต็มจอเลย

สุดท้ายทั้งสาม platform ก็อนุญาติให้ผู้ใช้จัดหน้าจอกันเอง เราก็ดูพฤติกรรมการใช้งานของเราแล้วลองจัดสรรค์ทรัพยากรหน้าจอของเราดู อย่าพึ่งคิดว่า default มันดีอยู่แล้วตามกฏ 80:20 ถ้าเราไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย หรือเราต้องการมากกว่า 80 ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป

ส่วนตัวผมอยากให้ทุก platform ย้าย task bar ไปไว้ด้านข้างแล้วให้เหลือแต่ icon ครับ ผมเน้นพื้นที่ทำงานมากกว่า ส่วน menu บน windows กับ mac ผมไม่ค่อยได้ใช้ ดังนั้นย้ายไปรวมกันด้านบนก็ดี แต่บน linux ผมใช้ menu บ่อยมากเพราะใน application หาอะไรไม่ค่อยเจอ เอา menu ไว้ที่เดิมดีแล้วล่ะครับ

Syndicate content